วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การดูแลหลังซื้อรถยนต์มือสอง

เป็นไปได้ยาก ที่เราจะทราบว่า รถที่เราซื้อมานั้นได้รับการดูแล ซ่อมแซมมาในจุดใดแล้วบ้าง จะมานั่งดู Book Service ก็เป็นเรื่องใหญ่ มักอ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีมา ครั้นจะมาเย็นใจซื้อมาแล้ว ใช้ๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยเช็คทีหลัง พอดีรถสุดที่รักก็เกิดปัญหา (เจ๊ง) เสียก่อน หลังจากที่เราได้ซื้อรถมาครอบครองแล้ว เราควรนำรถไปเช็ค หรือเปลี่ยนในจุดใดบ้าง เป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์ เสียกิ๊ก (กรณีไม่มีรถไปรับ ไม่รู้เกี่ยวหรือเปล่า) รับประกันหมดปัญหากังวนใจในภายหน้า มาเริ่มกันเลยครับ

ระบบสารหล่อลื่นทั้งหมด
น้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง , ไส้กรองน้ำมันเครื่อง เสียใหม่ และทำการจดบันทึก เลขกิโลเมตรที่ใช้งาน ส่วนมากน้ำมันเครื่องเกรดทั่วๆไป จะมีอายุการใช้งานที่ 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นพวก สังเคราะห์ และกึ่งสังเคราะห์จะอยู่ได้กว่า 10,000 กิโลเมตร และคอยตรวจเช็คระดับหลังใช้งานอยู่เรื่อยๆ น้ำมันเครื่องที่พร่องลงไปในระหว่างใช้งานจะ มากหรือน้อยนั้น หมายถึงความหลวมของเครื่องยนต์ เป็นการประเมินได้ว่าเครื่องจะต้องได้รับการซ่อมแซมต ่อไปอย่างไร
น้ำมันเกียร , น้ำมันเฟืองท้าย ไม่ว่าจะเป็นเกียรออโต้ หรือเกียรธรรมดาจะมีอายุการใช้งานที่ 25,000 – 50,000 กิโลเมตร ควรตรวจเช็คระดับ ว่าขาดหายหรือไม่ ถ้าเก่ามากควรได้รับการเปลี่ยนถ่าย หรือถ้ารั่วควรรีบซ่อมแซมโดยด่วน

น้ำมันเบรก ถือเป็นสารหล่อลื่นในระบบเบรก ควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 1-2 ปี ถ้าเห็นว่าน้ำมันมีสีคล้ำ ควรเปลี่ยนถ่าย เพราะอาจทำให้ลูกยางเบรก และแม่ปั้มเสียหายก่อนกำหนด
น้ำมันครัช ควรเปลี่ยนถ่ายพร้อมๆน้ำมันเบรก และเป็นการตรวจสอบรอยรั่วของแม่ปั้มครัช ว่ามีอาการรั่วซึมหรือไม่ เพื่อป้องกันลูกยางครัชแตก ถึงกับเข้าเกียรไม่ได้
น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ปกติจะต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 1-2 ปี น้ำมันที่เก่ามากๆ จะทำให้ปั้มน้ำมัน และ แร็คพวงมาลัยสึกหรอเร็วกว่ากำหนด น้ำมันเพาเวอร์ที่เก่าจะเป็นสีแดงจางๆ
น้ำมันกระปุกพวงมาลัย สำหรับรถกะบะพวงมาลัยธรรมดา น้ำมันกระปุกพวงมาลัยควรได้รับตววจเช็ค ถึงระดับน้ำมัน ถ้าขาดควรเติมเพิ่ม

ระบบหล่อเย็น
น้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำ ตามปกติน้ำยาหล่อเย็นจะต้องใช้เครื่องวัดสภาพ น้ำยาหล่อเย็นที่เสื่อมสภาพจะทำให้ หม้อน้ำเกิดสนิม เกิดการผุกร่อน ท่อยางน้ำบวม และปั้มน้ำเสียหาย ถ้าไม่แน่ใจทำการเปลี่ยนเสียใหม่ดีกว่า และ ควรใช้น้ำยาที่มีคุณภาพ ความเข้มข้นตามที่โรงงานกำหนด ใช้น้ำสะอาดบริสุทธิ์ พวกน้ำกรอง อย่างน้ำดื่ม (ไม่ต้องถึงขั้นน้ำกลั่นหรอกครับ)
ตรวจเช็คสภาพหม้อน้ำ และรอยรั่ว เมื่อเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำแล้ว ควรตรวจเช็ครอยรั่วของหม้อน้ำไปในตัว หม้อน้ำที่เป็นพลาสติก ถ้าฝาครอบพลาสติกเริ่มมีรอยร้าว (แตกลายงา เหมือนพระเครื่อง) รีบเปลี่ยนทันที หรือซ่อมแซมเป็นแบบทองเหลืองจะทนกว่า ถ้าสภาพหม้อน้ำเก่า มีรอยรั่ว ครีบหม้อน้ำล้มชำรุด หรือมีขี้เกลือเกาะมาก ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งลูก จะดีกว่า

ท่อยางน้ำหล่อเย็น พวกนี้มีอายุการใช้งาน 4 – 5 ปี ท่อน้ำที่เริ่มเสื่อมสภาพ จะมีลักษณะบวมไม่เข้ารูป ท่อน้ำเริ่มนิ่ม หรือมีรอยร้าว ท่อน้ำแข็งตัวบิดไปมาไม่ได้ พวกนี้พร้อมแตกรั่วทันที รวมถึงท่อน้ำหล่อเย็นบริเวณเครื่องยนต์ทุกเส้น
ปั้มน้ำ อายุการใช้งานที่ 100,000 กิโลเมตร หรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับสภาพ สนิมในหม้อน้ำที่มีคุณสมบัติ กัดกร่อนซีลปั้มน้ำ ถ้าคิดว่ารถที่ซื้อมาวิ่งเกิน 100,000 และยังไม่ได้เปลี่ยนให้ถือเป็นชิ้นส่วน ที่ควรเปลี่ยนใหม่ได้เลย
พัดลมไฟฟ้าหม้อน้ำ พวกนี้มีอายุการใช้งานเหมือนกัน ถ้ารถวิ่งเกิน 100,000 กิโล แล้วมักจะได้ต้องเปลี่ยนทุกคัน อาการเสียมักจะเกิดจาก ถ่านมอเตอร์หมด บูชพัดลมแตก หรือลดมอเตอร์ช็อต พวกนี้จะทำให้พัดลมหมุนช้าลง ไม่มีแรง การระบายความร้อนไม่เพียงพอ ควรหาช่างที่มีความชำนาญตรวจเช็ค
พัดลมฟรีปั้ม พวกรถกระบะพัดลมระบายความร้อนจะใช้ระบบ น้ำยาเพิ่มความหนืด ตามอุณหภูมิเครื่องยนต์ น้ำยาที่เริ่มเสื่อมสภาพ จะทำให้พัดลมหมุนฟรีมาก การระบายความร้อนหม้อน้ำ และ แผงคอยล์ร้อนแอร์ไม่เพียงพอ ต้องทำการเปลี่ยนน้ำยาเสียใหม่

ระบบเครื่องยนต์
สายพานไทมมิ่ง เป็นสายพานขับชุดเพลาราวลิ้นของเครื่องยนต์ ส่วนมากจะมีอายุการใช้งานที่ 80,000 – 150,000 กิโลเมตร การจะมาดูที่เลขหน้าปัด ชื่อถือได้น้อยมาก ดังนั้นสำหรับสายพานไทมมิ่ง แนะนำให้เปลี่ยนทันทีหลังซื้อรถ เพราะการที่สายพานไทมิ่งขาด หมายถึงการที่ต้องอาจเปลี่ยนเครื่องใหม่ หรือการซ่อมแซมกันหลักหมื่น ได้ง่ายๆ
สายพานหน้าเครื่อง,ไดชาร์จ ,แอร์ ,ปั้มน้ำ เพาเวอร์ สายพานพวกนี้สามารถตรวจเช็ค รอยร้าว ความแห้งกรอบ และระยะความตึงของสายพาน ถ้ายังใช้งานได้ก็ทำการตั้งให้ได้ระยะ ก็เพียงพอ
จุดรั่วซึมน้ำมันเครื่อง สังเกตได้ง่ายๆที่ตัวเครื่องยนต์ ถ้ามีคราบเหนียวๆ หรือมีน้ำมันหยดบริเวณที่จอดรถ หมายถึงการมีน้ำมันเครื่องรั่วซึม อาจจะเกิดจากซีล ยางต่างๆ หรือการหลวมพร้อมที่จะหลุดของอุปกรณ์บางอย่าง ไม่ควรใจเย็น รีบหาช่างตรวจหา และซ่อมแซมเสียแต่เนิ่นๆ
ใส้กรองอากาศ สังเกตดูความสกปรก ถ้าไม่มากพอเป่าทำความสะอาดได้ หรือถ้าอุดตันเปลี่ยนใหม่ดีกว่า ทำให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น
ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงพวกกรองเบนซิล กรองหัวฉีด หรือกรองโซล่า เปลี่ยนใหม่ และเริ่มจดบันทึกการใช้งาน

ระบบเบรก
ผ้าเบรก เป็นส่วนหนึ่งหลังจากซื้อรถมากแล้ว พลาดไม่ได้ เรียกได้ว่า ไปไม่ถึง ยังดีกว่าเบรกไม่อยู่ ให้ช่างตรวจสอบความหนาของผ้า เพื่อกำหนดระยะเปลี่ยน และตรวจสอบสภาพต่างๆ เกี่ยวกับเบรกไปในตัว
สายอ่อนเบรก ส่วนมากเป็นสิ่งที่ทุกคนมักมองข้าม แต่ส่งผลถึงอาการเบรกแตกได้ง่ายๆ ถ้าเก่าให้รีบเปลี่ยนอย่างน้อยก็ยังอุ่นใจ ใช้ได้ตั้งหลายปี

ระบบช่วงล่าง
เป็นระบบที่ควรหาช่างตรวจเช็ค ตั้งแต่ ช็อค และ สปริง ลูกหมากบังคับเลี้ยว ยอยเพลากลาง ลูกปือนล้อ บูชยางต่างๆ แร็คพวงมาลัย รวมถึงลูกยางหุ้มเพลาขับ ยางหุ้มแร็ค ถ้าเสียหรือขาดควรได้รับการซ่อมแซมทันที เพราะพวกนี้มักจะส่งพลถึง สมรรถนะการขับขี่ และความสามารถในการเกาะถนน เป็นอันตรายมากๆ สำหรับชิ้นส่วนที่หลวมมากจน เกิดการหลุดแตกออกมาระหว่างการขับขี่
ล้อ และยาง
อายุการใช้งานของยางรถยนต์อยู่ในหลักไม่เกิน 4 ปี ก่อนที่จะเกิดอาการบวม แตกลายงา ยางที่เก่าประสิทธิภาพในการเกาะถนน การรีดน้ำ และการเบรกจะสูญเสียไปในทุกขณะ ควรตรวจเช็ดวันเดือนปีที่ผลิตของยาง ถ้ายางยังใช้งานได้ดี ให้จดบันทึก และทำการสลับล้อยางตามคู่มือรถ หรือทุกๆ 10,000 – 20,000 กิโลเมตร

ระบบไฟฟ้า
อีกระบบหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ มีอยู่มากรถที่ซื้อมาช่วงแรกๆ อาจเกิดปัญหามาจากระบบสายไฟ โดยเฉพาะพวกสายไฟต่อเติม เช่นเครื่องเสียง ไฟหน้า สปอร์ทไลท์ หรือพวกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ซึ่งได้มีการถอดเข้า ออก พวกนี้มักจะเกิดปัญหาลัดวงจร ไฟไหม้ หรือเครื่องดับได้ง่ายๆ ควรหาช่างไฟ (เก่งๆ) ตรวจความเรียบร้อย หรือถอดสายที่ไม่จำเป็นออกให้หมด และควรตรวจเช็คสภาพความพร้อมของกล่องฟิวส์ และฟิวส์สำรอง รวมถึงไดชาร์จ และได้สตารท์ให้เรียบร้อย
แบตเตอร์รี่ และน้ำกลั่นแบตเตอร์รี่
อันดับแรก ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่น ในแบตเตอร์รี่ ควรอยู่ในระดับที่กำหนด และตรวจหา วัน – เดือน – ปี ที่หมดอายุของแบตเตอร์รี่ ส่วนมากแบตเตอร์รี่แบบเติมน้ำกลั่นจะมีอายุการใช้งาน ไม่เกิน 2 ปี ถ้าไม่แน่ใจถึงอายุของแบตเตอร์รี่ ให้เรียบเปลี่ยนเสียก่อนดีกว่า ไปจอดที่ไหนแล้วสตารท์ไม่ติด

ระบบแอร์

อย่างแรกควรหาช่างถอดตู้แอร์ ออกมาล้างทำความสะอาด เพราะตู้แอร์ที่รั่ว มักเกิดจากสิ่งอุดตันเข้าไปกัดกร่อนจนคอยล์เย็นเสียห าย ควรล้างออกเสียบ้าง และตรวจเช็คข้อต้อ โอริง ท่อน้ำยาแอร์ ต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ปัญหาเรื่องตู้อบเคลื่อนที่

วันต่อภาษี และ พ.ร.บ.
เป็นสิ่งสำคัญที่มักจะลืมเลือน เราต้องตรวจดูว่า ภาษีรถยนต์ประจำปีจะหมดใน วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร เพราะอาจทำให้ต้องมาเสียค่าปรับ เสียเวลากันอีกครับ
อย่างที่กล่าวมา การดูแลรถยนต์มือสอง ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากหรือน่ากลัวอย่างไร ถ้าเรารู้จักดูแลรักษา เช็คสภาพหลังใช้งานบ่อยๆ รถสุดที่รักของคุณก็เป็นพาหะนะที่รู้ใจ ใช้งานไปอีกยาวนาน

สุดท้ายที่จะขาดไม่ได้ที่ต้องเตรียมไว้

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย

ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสามารถของถุงลมนิรภ ัยนับว่าโชคดีนักล่ะ เพราะหากได้ใช้เมื่อไหร่นั้นหมายความว่า นำมาซึ่งอุบัติเหตุ จึงมาทำความรู้จักพร้อมประสิทธิภาพในหลายจุดและหลายร ูปแบบที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน

การทำงานของระบบถุงลมนิรภัยจะคล้ายๆ กัน คือจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการชน และส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมเพื่อสั่งให้ถุงลมพองตั วอย่างรวดเร็ว หากมีการชนอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยรั้งให้เ ราอยู่กับเบาะหากเกิดการชน ทั้งลดการบาดเจ็บได้อย่างมาก สมัยนี้ถุงลมนิรภัยมีอยู่ในหลายจุดหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ใช้รถเองอาจไม่ทราบเลยว่ามีถุงลมแบบนี้อยู่ใน รถด้วย

ถุงลมด้านหน้า (Front Airbog) หากมีการชนอย่างรุนแรงเซ็นเซอร์จะจับได้ว่ามีแรงปะทะ เกินค่าที่กำหนดถุงลมจะพองตัวภายในเวลา 0.015-0.030 วินาที ในการชนด้านหน้า เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ส่วนถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ

ถุงลมด้านข้าง (Side Airbog) จะมีเซ็นเซอร์ลักษณะเดียวกับด้านหน้า การติดตั้งอาจมีอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่งก็ ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต

ม่านถุงลม (Curtain Airbog) หากเกิดการชนด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวลงมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย

ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbog) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่ บริเวณหัวเข่า ใช้ตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกเดียวกับถุงลมนิรภัย ด้านหน้า ถุงลมประเภทนี้จะช่วยป้องกันขา หัวเข่า เข้าชนคอนโซล ด้านล่างใต้พวงมาลัย รวมทั้งสะโพกและต้นเข่า

ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbog) ถุงลมชนิดนี้จะช่วยดูดซับแรงที่เท้าจะไปกระแทกกับพื้ นและผนังกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องเครื่อง โดยใช้เซ็นเซอร์เดียวกับถุงลมนิรภัยด้านหน้า (ยังไม่ใช้กันนัก)

ที่สำคัญต้องไม่ประมาท เพราะถุงลมนิรภัยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยลดความรุ นแรงจากอุบัติเหตุเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

อะไหล่รถยนต์:แท้ เทียบ เทียม ปลอม เลือกกันอย่างไรดี

เมื่อถึงกำหนดการซ่อมบำรุงรถยนต์ ผู้ที่ใช้รถที่ยังอยู่ในระยะประกันของทางบริษัทก็จำเ ป็นต้องเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการ ในส่วนของรถยนต์ที่พ้นกำหนดการรับประกันของบริษัท ผู้ใช้รถส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหาการตัดสินใจว่าจะเลื อกใช้บริการที่ศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆหรือจะใช้ บริการตามศูนย์บริการอิสระหรืออู่ทั่วไป

การใช้บริการที่ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆน่าจ ะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถได้มากที่สุดเนื่องจา กการอบรมทางเทคนิคและเครื่องมือเฉพาะรวมถึงการสนับสน ุนด้านต่างๆจากบริษัทแม่ อย่างไรก็ตามการใช้บริการที่ศูนย์บริการจะมีค่าใช้จ่ ายสูงกว่าการใช้บริการตามศูนย์บริการอิสระหรืออู่ทั่ วๆไปในขณะที่คุณภาพงานซ่อมก็ไม่ใช่ว่าจะเหนือกว่าศูน ย์บริการอิสระเสมอไป เนื่องจากช่างที่ชำนาญงานมีประสบการณ์มากพอมักจะหาลู ่ทางออกมาเปิดอู่เองทำให้คุณภาพงานซ่อมได้มาตรฐานระด ับเดียวกับศูนย์บริการ อย่างไรก็ตามการใช้บริการที่ศูนย์บริการอิสระหรืออู่ นอก ผู้ใช้รถก็มักจะประสบปัญหาการเลือกใช้อะไหล่ว่าจะใช้ อะไหล่แท้ เทียบ เทียมหรือปลอมว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งด้านราค าและคุณภาพ

ในการผลิตรถยนต์ บริษัทรถยนต์จะจ้างบริษัทที่มีความชำนาญการผลิตอะไหล ่ส่วนต่างๆเพื่อผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัท เช่น ผ้าดิสเบรก ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น ผ้าดิสเบรกติดรถส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อ AKEBONO หรือถ้าเป็นรถยุโรป ผ้าดิสเบรกติดรถส่วนใหญ่จะเป็น ATE’ นอกจากการผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ บริษัทเหล่านี้ยังได้ผลิตสินค้าออกขายในแบรนด์ของตนเ องด้วย ดังนั้นผมจะแบ่งประเภทของอะไหล่ตามนี้

1.อะไหล่แท้
คืออะไหล่จากบริษัทรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ คุณภาพตามมาตรฐานของบริษัท ส่วนมากจะราคาสูงที่สุด

2.อะไหล่เทียบ
คืออะไหล่ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับรถยนต์หลายยี่ห้อ เช่น ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์หัวฉีด ( ปั๊มติ๊กในถัง ) ของรถญี่ปุ่นและรถเกาหลีส่วนใหญ่จะมีลักษณะและขนาดเท ่ากันทำให้ใช้แทนกันได้ แต่อะไหล่แท้บางยี่ห้อแพง เราก็สามารถเลือกยี่ห้อถูกกว่ามาใช้แทนได้ คุณภาพก็จัดอยู่ในระดับอะไหล่แท้

3.อะไหล่เทียม
คือ อะไหล่ที่ผลิตโดยโรงงานผลิตอะไหล่ออกมาขายในยี่ห้อขอ งตนเอง ระดับคุณภาพจะมีทั้งคุณภาพต่ำ คุณภาพเทียบเท่าอะไหล่แท้และคุณภาพสูงกว่าอะไหล่แท้

อะไหล่เหล่านี้บางส่วนจะผลิตโดยโรงงานที่เป็นหรือเคย เป็นผู้ผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ สินค้าเหล่านี้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกับอะไหล่แท้เลย แต่เมื่อโรรงานเอาออกมาขายอาจจะต้องลบตราแท้บนสินค้า นั้นๆออก ตัวอย่างเช่นชุดแม่ปั๊มเบรก-คลัทช์สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อ SEIKEN หรือพวกหวีคลัทช์-ผ้าคลัทช์รถญี่ปุ่นจะมี 2 ยี่ห้อหลักคือ AISIN กับ DAIKIN หรือ EXEDY ยี่ห้อเหล่านี้เป็นอะไหล่แท้ OEM หลายรุ่นราคาห่างจากอะไหล่แท้กันเป็นเท่าตัว สินค้าแบบนี้ส่วนใหญ่จะขายในราคาต่ำกว่าอะไหล่แท้เนื ่องจากไม่ต้องผ่านการบวกกำไรอีกทอดหนึ่งโดยบริษัทรถย นต์

อะไหล่บางส่วนผลิตโดยโรงงานที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตอะไห ล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ คือสินค้าอัพเกรดต่างๆ เช่น ช็อคอับ คอยล์สปริง ผ้าเบรก เป็นต้น สินค้าเหล่านี้ส่วนมากมีคุณภาพและราคาสูงกว่าอะไหล่แ ท้

อะไหล่เทียมบางส่วนวางระดับสินค้าอยู่ในระดับต่ำด้วย ข้อจำกัดเรื่องราคาและเทคโนโลยีทำให้คุณภาพก็จะต่ำกว ่าอะไหล่แท้

4. อะไหล่ปลอม
ผลิตโดยโรงงานเล็กๆที่ขาดความสามารถในการแข่งขันกับส ินค้ายี่ห้ออื่นๆจึงใช้วิธีปลอมสินค้าที่ติดตลาดได้ร ับการยอบรับจากลูกค้า อะไหล่ปลอมจะมีทั้งการเลียบแบบอะไหล่แท้และอะไหล่ทดแ ทนยี่ห้อดังๆ เช่น ไส้กรองต่างๆ กลุ่มลูกหมากช่วงล่างรถญี่ปุ่น ที่พบบ่อยจะเป็นยี่ห้อ 555 หรือผ้าดิสเบรก AKEBONO เป็นต้น

การเลือกใช้อะไหล่เกรดไหนขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต ่ละท่านว่ามีงบประมาณและต้องการคุณภาพมาก-น้อยแค่ไหน สำหรับผม ถ้าเป็นอะไหล่ที่เกี่ยวกับภายในเครื่องยนต์และคุณภาพ ของมันมีผลต่อความเสียหายอื่นๆ เช่น สายพานไทมิ่งนี่ผมใช้อะไหล่แท้ครับเพราะสายพานไทมิ่ง แท้โดยเฉพาะรถญี่ปุ่น สเป็คของมันจะต่างจากสายพานไทมิ่ง OEM แม้ว่าจะผลิตมาจากโรงานเดียวกัน ทางโรงงานก็ยังระบุระยะเวลารับประกันไม่เท่าอะไหล่แท ้ ประมาณ 5-80,000 กม.เท่านั้น ส่วนรอกตั้งสายพานไทมิ่งเลือกใช้ยี่ห้อที่คุ้นหู เช่น รถญี่ปุ่นจะใช้ยี่ห้อ NSK KOYO NTN เป็นหลัก ส่วนรถยุโรปจะเป็น SKF FAG TIMKEN เป็นต้น รอกยี่ห้อเหล่านี้คุณภาพมาตรฐานเท่าแท้ คุณใช้อะไหล่ตามนี้จะได้คุณภาพเท่าอะไหล่แท้ศูนย์ในร าคาที่ประหยัดที่สุด

ในส่วนของระบบขับเคลื่อน เช่น ผ้าคลัทช์ หวีคลัทช์ รถญี่ปุ่นเลือกใช้ยี่ห้อ AISIN หรือ DAIKIN ราคาชุดคลัทช์แท้ของรถกระบะประมาณ 5,500-6,500 บาทแล้วแต่รุ่นและยี่ห้อ ถ้าคุณเลือกยี่ห้อ AISIN หรือ DAIKIN ราคาอะไหล่ทั้งชุดพร้อมลูกปืนคลัทช์+ลูกปืนฟลายวิลล์ สำหรับรถกระบะเครื่อง 2.5 ลิตร ราคาไม่เกิน 3 พันบาทครับ ถ้าเป็นรถยุโรป ชุดยกคลัทช์จะเป็นยี่ห้อ SACHS หรือ LUK ราคาชุดละ 4-5 พันบาท ถ้าเป็นอะไหล่แท้ก็บวกขึ้นไปอีก 40-50 % ครับ

ส่วนอะไหล่ช่วงล่าง สำหรับรถญี่ปุ่น พวกลูกหมากก็สามารถใช้ยี่ห้อ 555 แท้ได้ หากเป็นรถยุโรปก็พิจารณายี่ห้อ TRW หรือ LEMFORDER คุณภาพใกล้เคียงอะไหล่แท้ ราคาประหยัดกว่า พวกบูชยางต่างๆใช้ยี่ห้อ RBI หรือ JAPA ก็ได้ อายุการใช้งานไม่เท่าอะไหล่แท้แต่ประหยัดกว่าเยอะ อะไหล่บางรุ่น ยกขายอาร์มซึ่งเป็นการเปลี่ยนอะไหล่ที่สิ้นเปลืองเกิ นความจำเป็น

ช็อคอับแท้เป็นอะไหล่ที่สมรรถนะไม่สูงสุด เนื่องจาการเซ็ทช่วงล่างของรถยนต์ทั่วๆไปมักจะคำนึงถ ึงความนิ่มนั่งสบาย และด้วยข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตช็อคอับ ทำให้รถยนต์เดิมๆจากโรงงานถูกลดสมรรถนะลง ดังนั้นเมื่อคุณจะเปลี่ยนช็อคอับ ผมแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องใช้ช็อคอับแท้ครับ ส่วนจะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเรื่องสม รรถนะและงบประมาณของแต่ละท่าน ช็อคอับในตลาดอะไหล่ทดแทนมีให้เลือกเยอะครับ

ผ้าเบรกก็คล้ายกับช็อคอับคืออะไหล่แท้สามารถตอบสนองก ารใช้งานได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนขับรถเร็ว มีโอกาสได้ใช้เบรกที่ความเร็วสูงบ่อยๆ ผ้าเบรกแท้ย่อมไม่สามารถตอบสนองการใช้งานแบบนี้ได้ ดังนั้นคุณจึงต้องเลือกใช้ผ้าเบรกเกรดเฮฟวี่ดิวตี้เพ ิ่อคุณสมบัติการทนความร้อนสูงขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีการขับขี่ในยุคหน้า

มาดูเทคโนโลยีการขับขี่ในยุคหน้ากันคับใก้ลเหมือนในหนังเข้าไปทุกที

หลายๆ ท่านอาจจะคุ้นเคยกับระบบควบคุมความเร็วในขณะเดินทางกันดีอยู่ แล้ว กับความสะดวกสบายจากการที่ไม่ต้องมานั่งคุมคันเร่งแต่อย่างใด ถ้า เป็นของเมืองนอกเมืองนาที่ถนนค่อนข้างโล่ง มันก็คงจะเป็นผู้ช่วยแสนดีอยู่ ไม่น้อย แต่กับบ้านเราที่เดี๋ยวมีมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า, หลบหลุมหรือต้องแซง รถใหญ่ที่อยากจะวิ่งขวาบ้างล่ะก็ ซึ่งต้องเบรคต้องเร่งอยู่ตลอดเวลา เพราะ ฉะนั้นจะมีหรือไม่มี Cruise Control ก็แทบจะไม่ต่างกันเลยล่ะครับ

เป็นงานสุดบรรเจิดจาก 5 ผู้สมรู้ร่วมคิดแห่งเกาะอังกฤษ ที่นอกจากจะช่วยให้ การเดินทางนั้นสะดวกสบายและราบรื่นยิ่งกว่าเดิมแล้ว ยังช่วยเรื่องอัตราการสิ้น เปลืองและมลภาวะได้อีกด้วย โดยระบบจะทำการคำนวณในส่วนของเส้นทางที่ ดีที่สุด ผ่านสภาพการจราจร, ภูมิประเทศ, ความโค้งของถนน, ทางแยก, เนิน หลังเต่า, สัญญาณไฟจราจร, ความเร็วที่จำกัด ณ บริเวณนั้นๆ และข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางของคุณ จากนั้นระบบก็จะสั่งการไปยังลิ้นเร่งและเบรคสำหรับการขับขี่ในบริเวณนั้นๆ ซึ่งก็จะช่วยให้ความเร็วของรถไม่เกินไปจากที่กฎหมายกำหนด, ลดความเร็วอัตโนมัติก่อนถึงโค้ง (เนินหลังเต่า หรือวงเวียน) และรู้กระทั่งว่าต้องหยุด หากสัญญาณไฟจราจรยังเป็นสีแดง ซึ่ง คาดว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองลงได้ถึง 5-24 % เลยที เดียว และน่าจะได้ใช้กันไม่เกินปี 2012 ที่จะถึงนี้

นวัตกรรมอันชาญฉลาดดังที่กล่าวมา จะประกอบไปด้วยผู้ช่วยสุดไฮเทคอย่าง Adaptive Cruise Control ที่ยกระดับความแสนรู้ของ Cruise Control กับการ เพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างให้ เหมาะสมกับความเร็วของรถคันหน้าและของเรานั่นเองล่ะครับ ซึ่งจะตามมาด้วย Learning to Read Speed Signs กับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ตัวรถสามารถอ่าน ป้ายจำกัดความเร็วได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ
การขับขี่แล้ว ยังช่วยให้คุณรอดพ้นจากใบสั่งได้อีกด้วย กับผลการทดลองโดย ใช้ระบบนำทางผ่านสัญญาณดาวเทียมในโทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อเข้ากับกล่อง ECU (อย่างไรไม่ระบุ) เพื่อวิเคราะห์สภาพเส้นทางที่คุณจะต้องขับผ่าน จากนั้นระบบก็จะเป็นคนจัดการเรื่องการใช้คันเร่งกับเบรคให้คุณเอง ซึ่งประสิทธิภาพในการตอบสนองของตัวรถ (รถไฮบริด) พบว่าทำอัตราการสิ้นเปลืองดีขึ้นกว่าเดิม 5-24 % เลยล่ะครับ

คล้ายๆ กับระบบนำทางด้วยสัญญาณดาวเทียม แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะระบบนั้นจะสามารถควบคุมความเร็วของตัวรถได้ผ่านระบบ Adaptive Cruise Control และ Regenerative Braking ผสานด้วยระบบนำทางด้วยสัญญาณ ดาวเทียม เพื่อให้ตัวรถเคลื่อนที่ได้ตามความเร็วที่กฎหมายกำหนดและยังสอด คล้องกับสภาพการจราจรในขณะนั้นๆ อีกด้วย ซึ่งก็รวมไปถึงการนับถอยหลังสู่ สัญญาณไฟเขียว ที่ระบบจะลดความเร็วโดยอัตโนมัติหากว่าสัญญาณไฟจราจร ยังแดงโร่อยู่ ยิ่งจับคู่กันกับรถไฮบริดก็ยิ่งเป็นผล เพราะว่าจะช่วยทำให้ระบบ Regenerative Braking สามารถชาร์จไฟได้ในขณะชะลอความเร็ว กลับไปยัง แบตเตอรี่ได้อย่างเต็มๆ และยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในขณะขับเคลื่อนด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเห็นผล พูดง่ายๆ ก็คือ คุณมีหน้าที่แค่ขยับพวงมาลัย ส่วนแป้นคันเร่งและเบรค ระบบจะทำหน้าที่ควบคุมเองครับ

โดยระบบดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาและทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะให้พร้อมใช้สำหรับ Production Cars ในปี 2012 ที่จะถึงนี้ โดยประเทศ อังกฤษคาดว่าน่าจะช่วยลดการใช้ปริมาณน้ำมันดิบได้ถึง 460 ล้านลิตร/ปี (แต่ ไม่ระบุปริมาณรถ) เลยทีเดียว และนอกจากปริมาณดิบที่ใช้จะน้อยลงแล้ว ข้อดี อีกประการก็คือมลภาวะที่ทำให้โลกร้อน ก็จะลดลงไปอีกด้วย เรื่องไฮเทคนี่ไม่ เถียง แต่มันคงรู้สึกแปลกๆ พิกลที่ขับรถไป แล้วบังคับได้แค่พวงมาลัยนี่ดิครับ นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะเก้ๆ กังๆ ซักแค่ไหนน้อ ?

บทความจาก etoyota club

ที่มา >> http://www.thaicartrick.com/

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553


กับ บางคนนั้น ตัวเลขของแรงม้า (ขอเยอะๆ ไว้ก่อน) ถือได้ว่าเป็นความแรงทางใจอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เจ้าของรู้สึกกระหยิ่มยิ้ม ย่องอยู่ในใจ แต่เคยสงสัยกันมั๊ยครับ ว่ารถที่เราๆ ท่านๆ ขับกันอยู่ทุกวันนี้เนี่ยมันมีม้าวิ่งอยู่ในห้องเครื่องจริงๆ กี่ตัว อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเลขแรงม้าในโบรชัวร์จากโรงงานนะครับ เพราะตัวเลขอันนั้นวัดกันที่ฟลายวีล แต่ถ้าวัดกันที่ล้อ (whp : wheel horsepower) ซึ่งจะมีโหลดอย่างระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนเข้ามาเกี่ยว ก็จะหายไปพอสมควรเลยล่ะครับ ว่าแล้วก็ลองไปดูวิธีหาแรงม้าแบบง่ายๆ ของต่างประเทศเค้าหน่อยล่ะกัน เผื่อไม่มีอะไรทำก็เอาไว้คำนวณเล่นๆ ยังได้
ต้องออก ตัวไว้ก่อนเลยนะครับ ว่า “นาย T” ก็เพิ่งเคยเห็นสูตรการคำนวณแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งดูๆ ไปแล้วก็น่าจะเหมาะกับคอซิ่งเล็กๆ เนื่องจากต้องเอาเวลาที่วิ่งจาก 0-402 เมตร (1/4 ไมล์) มาใช้ในการคำนวณด้วยนั่นเองล่ะครับ ว่าแล้วก็ไปดูพร้อมๆ กับ “นาย T” เลยดีกว่าครับ ว่าเมืองนอกเมืองนาเค้ามีวิธีวัดแรงม้ากันอย่างไร
ใช้ น้ำหนักรถและเวลาที่ใช้ในการวิ่งควอเตอร์ไมล์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสามารถหาตัวเลขของแรงม้าได้จากตัวแปรแค่ 3 ตัวเท่านั้น ได้แก่ น้ำหนักรถ+คนขับ, เวลาที่ใช้ในการวิ่งควอเตอร์ไมล์ (ET : Elapsed Time) และค่า 5.8253 (มาจากไหนไม่ระบุ รู้แต่ว่าเป็นสูตรตายตัวครับ) โดยจะต้องแปลงหน่วยกิโลกรัมไปเป็นปอนด์ก่อนนะครับ (1 กก. = 2.204 ปอนด์) แล้วใช้สูตร น้ำหนักรวม ÷ (เวลา ÷ 5.825)3 ยกตัวอย่างเช่น ทั้งรถทั้งคนหนักรวมกัน 1,600 กก. แปลงหน่วยเป็นปอนด์ก็จะได้ 3,526.4 กก. วิ่งควอเตอร์ไมล์อยู่ที่ 17.0 วินาที ก็จะแทนค่าได้เท่ากับ 3,526.4 ÷ (17.0 ÷ 5.825)3 ก็จะได้เท่ากับ 141.86 แรงม้าที่ลงล้อ (whp) ครับ ใกล้เคียงกับที่ “นาย T” คิดเหมือนกันแฮะ
ใช้ ค่าความเร็วมาคำนวณ คล้ายๆ กับวิธีแรกเลยครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากเวลาที่วิ่งควอเตอร์ไมล์ มาเป็นความเร็วตอนเข้าเส้นที่ระยะ 402 เมตรแทน ซึ่งก็จะกลายเป็นสูตร แรงม้า = น้ำหนัก × (ความเร็ว ÷ 234)3 และก็เหมือนเดิมที่ตัวเลข 234 นั้นไม่ระบุที่มาที่ไปอีกเช่นกัน โดยใช้น้ำหนักของรถคันเดิม คือ 3,526.4 ปอนด์ กับความเร็ว (สมมติ) เท่ากับ 130 กม./ชม. แต่จะต้องแปลงค่าไปเป็นไมล์/ชม. ก่อน โดยจะต้องหารด้วย 1.609 (1 ไมล์ = 1.609 กม.) ก็จะได้ตัวเลขออกมาเป็น 80.79 ไมล์/ชม. ครับ และเมื่อแทนค่าในสูตรก็จะได้เท่ากับ 3,526.4 × (80.79 ÷ 234)3 = 145.12 แรงม้าที่ลงพื้น (whp) ครับ ตัวเลขใกล้เคียงกับวิธีแรกเหมือนกันนะครับเนี่ย
ที่ เราต้องแปลงหน่วยทั้งน้ำหนักและระยะทางจากกิโลกรัมไปเป็นปอนด์ และจากกิโลเมตรไปเป็นไมล์นั้น ก็เพื่อให้เข้าสูตรที่อเมริกันชนเค้าคิดค้นขึ้นมานั่นเองครับ ทริคเล็กๆ ในการคำนวณหาแรงม้าจากตัวแปรเหล่านี้ก็คือ เวลาแปลงหน่วยให้จดตัวเลขเอาไว้ก่อน ว่าแปลงจากหน่วยไหนแล้วค่าที่ได้นั้นเท่าไหร่ เช่น แปลงหน่วยจากกิโลกรัมไปเป็นปอนด์ ได้เท่าไหร่ก็จดเอาไว้ แล้วค่อยแปลงหน่วยของระยะทางนั้นต่อ จากนั้นค่อยเอามาหารกัน ซึ่งก็จะช่วยทำให้เราหาค่าของแรงม้าได้ง่ายกว่า ขอให้สนุกกับการคำนวณครับ

บทความจาก e-ToyotaClue (e-Magazine)